มุมการจัดการความรู้ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง

จังหวัดพัทลุง PDF Print E-mail
  
Monday, 11 August 2008 22:13

สารบัญ  

จังหวัดพัทลุง

1.สภาพภูมิประเทศของจังหวัดพัทลุง

1.1 ข้อมูลทั่วไป

1.2 ลักษณะภูมิประเทศ

1.3 แผนที่จังหวัด

2. สภาพภูมิอากาศและฝนในพื้นที่จังหวัดพัทลุง

2.1 สภาพภูมิอากาศในพื้นที่จังหวัดพัทลุง

2.1.1 อุณหภูมิ

2.1.2 ความชื้นสัมพัทธ์

2.1.3 ค่าศักย์การคายระเหยน้ำ

2.1.4 ช่วงแสง

2.2 สภาพน้ำฝนในพื้นที่จังหวัดพัทลุง

3.สภาพดินในพื้นที่จังหวัดพัทลุง

3.1 สภาพดินโดยทั่วไป

3.2 แผนที่กลุ่มชุดดิน

3.3 ลักษณะและสมบัติของดินที่สำคัญต่อการเกษตร   

3.4 การจำแนกความเหมาะสมและข้อจำกัดของดินสำหรับการปลูกพืช

3.5 ปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดินและแนวทางการแก้ไข

3.6 ภาพ Profile ดินแต่ละชุด

3.7 แผนที่แสดงศักยภาพในการให้ผลผลิต

4. แหล่งน้ำและระบบชลประทานในพื้นที่จังหวัดพัทลุง

4.1 สภาพแหล่งน้ำโดยทั่วไป

4.2 ระบบชลประทานและพื้นที่รับน้ำชลประทาน

5. ระบบการผลิตและพืชเศรษฐกิจในจังหวัดพัทลุง

5.1 การผลิตด้านการเกษตรในจังหวัดพัทลุง

5.2 พืชเศรษฐกิจ

6. การผลิตข้าวในพื้นที่จังหวัดพัทลุง

6.1 พันธุ์ข้าว

6.2 เหตุผลในการใช้พันธุ์ข้าว

6.3 การเตรียมดินและวิธีการปลูก

6.4 การใส่ปุ๋ย

6.5 การกำจัดวัชพืช

6.6 การเก็บเกี่ยวและการนวด

6.7 ผลผลิต

6.7.1 พื้นที่ปลูกและผลผลิต

6.7.2 ความเหมาะสมของพื้นที่ปลูกข้าวในการให้ผลผลิตของข้าวที่ปลูกในพื้นที่จังหวัดพัทลุง

7. ผลกระทบต่อการผลิตการผลิตข้าวในพื้นที่จังหวัดพัทลุง

7.1 ผลกระทบจากสภาพแวดล้อม

7.1.1 ผลกระทบจากสภาพแล้ง

7.1.2 ผลกระทบจากสภาพน้ำท่วม

7.2 ผลกระทบจากโรคและแมลง

7.2.1 ปัญหาจากโรคไหม้

7.2.2 ปัญหาจากเพลี้ยกระโดดหลังขาว

8. รายได้และรายจ่ายในการทำนา

8.1 รายได้จากการขายข้าว

8.2 รายจ่ายในการทำนา

9. ที่มาของข้อมูลและเอกสาร

 

................................................................................................................................................................................................................... 

 

จังหวัดพัทลุง

1.สภาพภูมิประเทศของจังหวัดพัทลุง

1.1 ข้อมูลทั่วไป

       จังหวัดพัทลุงตั้งอยู่ทางด้านฝั่งตะวันออกของภาคใต้ระหว่างละติจูดที่ 7 องศา 6 ลิปดาเหนือ ถึง 7 องศา 53 ลิปดาเหนือ  และลองติจูดที่ 99 องศา 44 ลิปดาตะวันออก  ถึง 100 องศา 26 ลิปดาตะวันออก  ความยาวของจังหวัดจากทิศเหนือไปทางทิศใต้ประมาณ 78 กิโลเมตร  และความกว้างจากทางทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก  เป็นระยะทางประมาณ 53 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 3,424,473  ตารางกิโลเมตร  หรือ 2,140,296 ไร่ โดยมีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียงดังนี้

                ทิศเหนือ             จรดอำเภอชะอวด  จังหวัดนครศรีธรรมราช  และอำเภอระโนด  จังหวัดสงขลา

                ทิศใต้                 จรดอำเภอรัตนภูมิ  จังหวัดสงขลา  และบางส่วนของอำเภอควนกาหลง  จังหวัดสตูล

                ทิศตะวันออก       จรดทะเลสาบสงขลาซึ่งเป็นน่านน้ำที่ติดต่อกับอำเภอระโนด  อำเภอกระแสสินธุ์  อำเภอสะทิงพระ  อำเภอสิงหะนคร  จังหวัดสงขลา

                ทิศตะวันตก         จรดเทือกเขาบรรทัดซึ่งเป็นเขตติดต่อกับอำเภอห้วยยอด  อำเภอเมือง  อำเภอนาโยง   อำเภอย่านตาขาว  และอำเภอปะเหลียน  จังหวัดตรัง

       จังหวัดพัทลุงเป็นที่ตั้งศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง ซึ่งเป็นศูนย์กลางให้ความช่วยเหลือและส่งเสริมการผลิตข้าว เพื่อเสริมสร้างความมั่งคั่งและมั่นคงให้แก่ชาวนาในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบ โดยทางศูนย์วิจัยข้าวพัทลุงมีพื้นที่รับผิดชอบ ทั้งหมด  4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพัทลุง  จังหวัดตรัง  จังหวัดสงขลา และจังหวัดสตูล ภาพที่ 1 เป็นภาพพื้นที่ของศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง

 

1.2 ลักษณะภูมิประเทศ

       สภาพภูมิประเทศของจังหวัดพัทลุงมีทั้งภูเขาสูงสลับซับซ้อน  ที่ราบลอนตื้น  ที่ราบลุ่มและภูมิประเทศเป็นเกาะในทะเลสาบสงขลา  ซึ่งพอจะสรุปออกได้เป็น 3 บริเวณ  ดังนี้

1. บริเวณเทือกเขาและที่สูงด้านทิศตะวันตกมีเทือกเขาบรรทัดทอดเป็นแนวยาวจากทิศเหนือส่วนต่อกับจังหวัดนครศรีธรรมราช  จนถึงทิศใต้ของจังหวัดสงขลา  ความสูงจากระดับน้ำทะเลโดยเฉลี่ยประมาณ 40-800 เมตร  เริ่มจากอำเภอศรีบรรพต  อำเภอศรีนครินทร์  อำเภอกงหรา  อำเภอตะโหมด  อำเภอป่าบอน  มีความกว้างโดยเฉลี่ยจากเทือกเขาบรรทัดไปทางทิศตะวันออกประมาณ  10 กิโลเมตร  เป็นต้นกำเนิดลำคลองหลายสายที่ไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา  ที่สำคัญได้แก่  คลองท่าแนะ  คลองป่าพะยอม  คลองบางแก้ว  คลองท่ามะเดื่อ  คลองนาท่อม  คลองหัวหมอน  คลองป่าแก่  คลองปันแต  คลองลำสินธุ์  คลองเกิด  คลองโละจังกระ  คลองตะโหมด

2. บริเวณที่ราบสลับที่ดอน  ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลอยู่ระหว่าง 5-15 เมตร ลักษณะเป็นเนินเขาเตี้ยๆ  เริ่มจากอำเภอควนขนุน  อำเภอเมือง  อำเภอเขาชัยสน  อำเภอตะโหมด  อำเภอป่าบอน  มีความกว้างโดยเฉลี่ยถัดจากบริเวณที่ 1 ไปทางทิศตะวันออกไปจนจรดเขตแนวรถไฟประมาณ 20 กิโลเมตร 

1.3 แผนที่จังหวัด

ภาพที่ 1 แผนที่จังหวัดพัทลุง 

 

2. สภาพภูมิอากาศและฝนในพื้นที่จังหวัดพัทลุง

2.1 สภาพภูมิอากาศในพื้นที่จังหวัดพัทลุง

       จังหวัดพัทลุงมีสภาพอากาศแบบร้อนชื้น มี 2 ฤดูกาล  ฤดูฝนเริ่มตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม-มกราคม รวมระยะเวลานานประมาณ 7 เดือน  ในช่วงฤดูฝนนี้มีปริมาณฝนตกตั้งแต่เดือน ตุลาคม-ธันวาคม  โดยปริมาณฝนจะตกหนักมากที่สุดในเดือนพฤศจิกายนคือมีปริมาณฝนตกสูงสุด 567 มิลลิเมตรและมีจำนวนวันฝนตก 21 วัน ลักษณะของอากาศในฤดูนี้จะเย็นและชื้น  เนื่องจากมีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดผ่าน  โดยจะมีความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ยอยู่ในช่วง 73.5 -82.5  เปอร์เซ็นต์  และอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ในช่วงระหว่าง 26-29 องศาเซลเซียส  ฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธุ์ - กลางเดือนกรกฎาคม  รวมเวลานานประมาณ 5 เดือน ในช่วงฤดูร้อนนี้ความร้อนของอากาศจะไม่ร้อนอบอ้าวมากนัก  เพราะได้รับอิทธิพลของกระแสลมและไอน้ำจากบริเวณใกล้เคียง  ความร้อนและความอบอ้าวของอากาศสูงสุดในช่วงเดือนเมษายน  โดยเฉลี่ยอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 29.1 องศาเซลเซียส  มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่ำสุดในช่วงเดือนพฤษภาคม  คือมีปริมาณน้ำฝนประมาณ 75.6 มิลลิเมตร และมีจำนวนวันฝนตก 12 วัน  ในช่วงฤดูร้อนนี้มักเกิดสภาพแห้งแล้งขึ้น  ทั้งนี้เนื่องจากมีปริมาณฝนตกน้อย  และอุณหภูมิของอากาศค่อนข้างสูง

 2.1.1 อุณหภูมิ

       จังหวัดพัทลุงจะมีอากาศอบอุ่น  เย็นสบาย  ไม่ร้อนจัด  หรือหนาวจัดตลอดปี  ทั้งนี้เนื่องจากอยู่ใกล้ทะเล  และอุณหภูมิในมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันตกเฉียงใต้มีความแตกต่างกันไม่มากนัก  คือมีอุณหภูมิเฉลี่ยรายเดือนในช่วง 10 ปี (พ.ศ.2537-2546) อยู่ระหว่าง 26-29 องศาเซลเซียส  โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุดในเดือนธันวาคมเท่ากับ 26.68 องศาเซลเซียส อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดในเดือนเมษายน เท่ากับ 33.7 องศาเซลเซียส  และอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีเท่ากับ 27.9 องศาเซลเซียส

 2.1.2 ความชื้นสัมพัทธ์

       ความชื้นสัมพัทธ์ของจังหวัดพัทลุงแสดงในตารางที่ 

2.1.3 ค่าศักย์การคายระเหยน้ำ

2.1.4 ช่วงแสง

2.2 สภาพน้ำฝนในพื้นที่จังหวัดพัทลุง

       จังหวัดพัทลุงเป็นจังหวัดที่มีปริมาณน้ำฝนและการกระจายของฝนค่อนข้างดีในช่วง 10 (พ.ศ.2537-2546) ปริมาณฝนตกเฉลี่ยรายเดือนเท่ากับ 180.21 มิลลิเมตร ฝนตกมากที่สุดในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมเท่ากับ 567 มิลลิเมตรและ 443 มิลลิเมตร ตามลำดับและมีปริมาณฝนตกน้อยที่สุดในเดือนพฤษภาคมคือประมาณ 75 มิลลิเมตร  (ตารางที่ 1 )

ตารางที่  1 แสดงสถิติอากาศในช่วง 12 ปี (พ.ศ. 2527-2538) เป็นค่าเฉลี่ยรายเดือนอำเมืองพัทลุง

เดือน 

อุณหภูมิอากาศ (องศาเซลเซียส) 

ความชื้นสัมพัทธ์ (%)

ปริมาณฝนตกเฉลี่ย 

(ม.ม.) 

จำนวนวันที่ฝนตกเฉลี่ย 

(วัน) 

สูงสุด 

ต่ำสุด 

เฉลี่ย 

สูงสุด 

ต่ำสุด 

เฉลี่ย 

มกราคม 

30.0

23.8

27.1

92

65

79

117.44

11

กุมภาพันธ์ 

31.4

23.3

27.3

94

62

78

99.21

5

มีนาคม 

32.5

23.9

28.2

93

59

76

149.03

8

เมษายน 

33.7

24.6

29.2

94

96

75

91.92

9

พฤษภาคม 

30.2

24.7

29.0

94

57

76

75.76

12

มิถุนายน 

33.3

24.5

28.9

94

55

74

84.46

11

กรกฎาคม 

33.0

23.9

28.5

95

54

74

90.06

12

สิงหาคม 

33.0

24.1

28.5

94

53

73

120.51

14

กันยายน 

32.6

23.9

28.2

94

55

62

103.08

14

ตุลาคม 

31.4

23.8

27.6

95

62

78

220.17

19

พฤศจิกายน 

29.8

23.92

26.8

95

70

82

567.29

21

ธันวาคม 

29.4

23.6

26.6

93

70

82

443.70

19

เฉลี่ย

31.7 

24.0 

27.9 

93.9 

59.8 

75.8 

180.20 

12.91 

 ที่มา : สถานีอุตุนิยมวิทยา  จังหวัดพัทลุง อ้างโดย ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง, สถาบันวิจัยข้าว และสำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8, 2548

 

3.สภาพดินในพื้นที่จังหวัดพัทลุง

3.1 สภาพดินโดยทั่วไป

3.2 แผนที่กลุ่มชุดดิน

หน่วยแผนที่ดินในจังหวัดพัทลุง มี 11 หน่วยแผนที่ดิน ซึ่งมีลักษณะดินที่ต่างกันออกไป

3.3 ลักษณะและสมบัติของดินที่สำคัญต่อการเกษตร   

3.4 การจำแนกความเหมาะสมและข้อจำกัดของดินสำหรับการปลูกพืช

3.5 ปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดินและแนวทางการแก้ไข 

       ทรัพยากรดินของจังหวัดพัทลุงประมาณครึ่งหนึ่งยังมีปัญหาต่อการทำเกษตร  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นดินในพื้นที่ลาดชันสูง  ดินตื้น  และดินทราย  สำหรับเนื้อดินที่เหมาะสมต่อการเกษตรมรกระจักกระจายอยู่ทั่วไปแต่เป็นที่นาส่วนใหญ่  และยังมีที่ใช้ปลูกยางพารา  และไม้ผลยืนต้น

       จากสถิติข้อมูลดินของสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 พบว่า จังหวัดพัทลุงมีเนื้อที่ทั้งหมด 2,140,296 ไร่ มีเนื้อที่ดินเหมาะสมกับการเกษตร ประมาณ 1,198,380 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 56.0 ของเนื้อที่ทั้งจังหวัด  เนื้อที่ดินที่มีปัญหาประมาณ 703,465 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 32.9 ส่วนที่เหลือ 238,451 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 11.1 เป็นเนื้อที่น้ำ  ที่ลุ่มน้ำขังแฉะและหาดทราย และสร้างบ้านเรือน  จำนวนเนื้อที่ที่พบมีประมาณ 3,076 ไร่ หรือร้อยละ 0.14 ของเนื้อที่ทั้งจังหวัด

1. พื้นที่เป็นดินเปรี้ยว  พื้นที่บริเวณนี้มีลักษณะเนื้อดินเป็นดินเหนียวทั้งดินบนและดินล่างมีการระบายน้ำเลว  ค่าความเป็นกรดเป็นด่างอยู่ในระดับต่ำกว่า 4.5 และพบชั้นจาโรไซต์  ภายในเนื้อดินในระดับความลึกไม่เกิน 100 เซนติเมตร จากผิวดิน  ลักษณะความเป็นกรดของดินส่วนใหญ่เกิดจากความเป็นกรดของกรดซัลฟูริก  และพบชั้นจาโรไซต์ภายในเนื้อดิน  พื้นที่ดินเปรี้ยวในจังหวัดพัทลุงมีประมาณ 59,350 ไร่ หรือร้อยละ 2.76 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด  โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ที่พบประมาณ 57,350 ไร่  พบในบริเวณเกาะต่างๆ  ได้แก่ เกาะนางคำ  เกาะโคป  เกาะหมาก  และบริเวณริมฝั่งทะเลสาบสงขลาในเขตอำเภอบางพะยูน  นอกจากนั้นยังกระจายอยู่ในเขตอำเภอควนขุน  ได้แก่ บ้านแหลมโหนดและบ้านท่าช้าง  รวมทั้งบริเวณบ้านอ้ายใหญ่และบ้านสวนในเขตอำเภอเมืองพัทลุงอีกประมาณ 16,665 ไร่

2. พื้นที่เป็นดินปนกรดมาก  พื้นที่บริเวณนี้เป็นดินร่วนละเอียดถึงดินเหนียวปนกรวด  ในประมาณที่มากกว่า 35 % โดยปริมาตร พบชั้นดินกรวดหรือลูกรังในระดับความลึกตั้งแต่ 0-50 และ 50-100 เซนติเมตร จากผิวดิน  มีการระบายน้ำค่อนข้างเลวถึงดี  ดินบริเวณนี้จะมีปัญหาต่อการปลูกพืชอย่างมาก  ทั้งนี้เนื่องจากความหนาแน่นของกรวด  และระดับความลึกที่พบชั้นดินลูกรังหรือกรวด  ตลอดจนความลาดชันของพื้นที่เป็นอุปสรรคต่อการชอนไชของรากพืชเพื่อหาธาตุอาหารและน้ำสำหรับการเจิญเติบโต  พื้นที่ดินชนิดนี้มักพบบริเวณเนินเขาและแนวด้านตะวันออกของเทือกเขาบรรทัดมีจำนวนพื้นที่แระมาณ 221,216 ไร่ หรือร้อยละ 10.34 ของเนื้อที่ทั้งจังหวัดในปัจจุบันพื้นที่เหล่านี้จะใช้ประโยชน์ในการปลูกยางพารา  และบางแห่งยังคงสภาพพื้นที่ป่าอยู่สำหรับพื้นทีเป็นกรวดมากนี้ยังแบ่งตามลักษณะดินเป็น 5 ประเภท ได้แก่

       2.1 เป็นพื้นที่ที่มีเนื้อดินบนเป็นดินร่วนถึงดินเหนียว  มีการระบายน้ำดี  มีความลาดชันของพื้นที่อยู่ในช่วง 3-8 % พบชั้นดินกรวดภายในระดับความลึก 50 เซนติเมตร  มีความเป็นกรดแก่ถึงกรดจัดมาก (pH ประมาณ 4.0-5.5 ) ความอุดมสมบูรณ์ต่ำถึงปานกลาง  พื้นที่ดินเหล่านี้พบในจังหวัดพัทลุงประมาณ 67,875 ไร่ หรือร้อยละ 3.17 ของเนื้อที่ทั้งจังหวัดโดยพบในบริเวณกว้างบริเวณที่ตั้งอำเภอ  และบริเวณทิศใต้ของอำเภอศรีบรรพต  และบริเวณกว้างบ้านหนักปราง  บ้านโล๊ะจังกระ  บ้านนา  อำเภอเมืองพัทลุง  นอกจากนี้ยังพบมากบริเวณเขตติดต่อระหว่างอำเภอกงหรา  เขาชัยสน  และตะโหมด  บริเวณบ้านควนอินนอโม

       2.2 เป็นพื้นที่มีดินตื้น  มีการระบายน้ำค่อนข้างเลว เนื้อดินบนเป็นดินร่วนปนทรายหรือดินร่วน  ดินล่างเป็นดินร่วนปนดินเหนียวหรือดินเหนียวปนกรวด  ภายในระดับความลึก 50 เซนติเมตร ปฏิกิริยาของดินเป็นกรดแก่ถึงกรดจัด (pH ประมาณ 4.5-5.5)

3. การสูญเสียพื้นที่ดินที่มีความเหมาะสมในเกษตรกรรม  พื้นที่ดินในจังหวัดพัทลุงที่มีความเหมาะสมในการเกษตรกรรมในหลายแห่งได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้านพื้นที่อุตสาหกรรม  และพื้นที่อยู่อาศัยของชุมชนโดยเฉพาะในเขตชุมชนเมือง  เช่น  เทศบาลตำบลแม่ชรี  เทศบาลตำบลป่าบอน  เทศบาลตำบลท่ามะเดื่อ  ที่ดินส่วนใหญ่ในเขตชุมชนเหล่านี้จะเกิดขึ้นเขตการใช้ที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรม  และยังมีแนวโน้มขยายออกสู่เขตชานเมืองมากขึ้นเป็นผลให้มีการนำพื้นที่ที่ไม่มีความเหมาะสมมาใช้เป็นพื้นที่เพาะปลูก  ต้นทุนในการผลิตพืชผลทางการเกษตรจึงสูงขึ้น  ในขณะที่ผลผลิตทางการเกษตรต่อพื้นที่กลับลดลง  นอกจากนี้พื้นที่ป่าอาจจะถูกบุกรุกเพิ่มขึ้นเพื่อนำมาเป็นพื้นที่ปลูกทางเกษตรเป็นการเพิ่มความรุนแรงของสถานการณ์การชะล้างพังทลายของดิน 

3.6 ภาพ Profile ดินแต่ละชุด

3.7 แผนที่แสดงศักยภาพในการให้ผลผลิต

       ศักยภาพในการให้ผลผลิตจากการทำแปลงทดสอบเทคโนโลยีการจัดการเขตศักยภาพข้าว จังหวัดพัทลุง พ.ศ.2546-2547 ดังภาพที่ 2

ภาพที่ 2 ระดับผลผลิตข้าวตามศักยภาพการผลิตจากการทำแปลงทดสอบเทคโนโลยีการจัดการเขตศักยภาพข้าว จังหวัดพัทลุง พ.ศ.2546-2547

 

 

 

4. แหล่งน้ำและระบบชลประทานในพื้นที่จังหวัดพัทลุง

4.1 สภาพแหล่งน้ำโดยทั่วไป

       แหล่งน้ำโดยทั่วไปของจังหวัดพัทลุง  แหล่งน้ำตามธรรมชาติที่สามารถนำน้ำขึ้นมาใช้ได้  เช่น ทะเลสาบ  แม่น้ำ  คูคลอง  หนอง  บึง  ลำห้วย  น้ำตก  น้ำซับ  และน้ำพุ  แหล่งน้ำผิวดินที่สำคัญของจังหวัดพัทลุง  ได้แก่

1. ลุ่มน้ำป่าพะยอม  มีอาณาเขตครอบคลุม 3 อำเภอ  คือ  อำเภอควนขนุน  อำเภอศรีบรรพต  และอำเภอ

ป่าพะยอม  มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 480 ตารางกิโลเมตร  ลุ่มน้ำป่าพะยอมประกอบด้วยลุ่มน้ำย่อยในระดับอำเภอจำนวน 15 สายไหลผ่านพื้นที่ 8 ตำบล 40 หมู่บ้านไหลผ่านที่ราบลุ่มป่าพะยอมออกสู่ทะเลน้อย  ในฤดูแล้งจะมีน้ำค่อนข้างน้อย  บริเวณนี้มีคลองที่สำคัญได้แก่  คลองตลิ่งชัน  คลองป่าพะยอม  คลองเรียน  คลองแหลมโตนด  คลองไห  คลองปันแต  เป็นต้น  และมีลำห้วยซึ่งเปลี่ยนชื่อไปตามหมู่บ้านที่ไหลผ่านอีกหลายสาย

2. ลุ่มน้ำท่าแนะ  มีอาณาเขตครอบคลุม 3 อำเภอ คือ  อำเภอศรีบรรพต  อำเภอควนขนุน  อำเภอเมือง  มีพื้นที่ทั้งหมด 395 ตารางกิโลเมตร หรือ 246,785 ไร่ มีลุ่มน้ำย่อยจำนวน 13 สายไหลผ่านพื้นที่ 9 ตำบล 69 หมู่บ้าน  ลุ่มน้ำท่าแนะไหลจากเทือกเขาบรรพตด้านทิศตะวันตกไหลผ่านที่ราบลุ่มลงสู่ทะเลสาบที่บ้านปากประในฤดูแล้งน้ำค่อนข้างน้อย  นอกจากคลองท่าแนะแล้วยังมีลำคลองสายอื่นๆ  ได้แก่ คลองโงกน้ำ  คลองท่าเตย  คลองพังโย  คลองจันนา  คลองห้วยไทร  คลองปรางหมู่  คลองท่าน้ำนาว  คลองเรือ และคลองประ  เป็นต้น

3.  ลุ่มน้ำนาท่อม  มีอาณาเขตครอบคลุม 2 อำเภอ คือ อำเภอเมือง และกิ่งอำเภอศรีนครินทร์  มีพื้นที่ทั้งหมด 528 ตารางกิโลเมตร หรือ 330,000 ไร่ มีลำน้ำย่อย 14 สาย ไหลผ่าน 16 ตำบล 143 หมู่บ้าน ลุ่มน้ำท่อมมีต้นน้ำบริเวณเทือกเขาบรรทัดไหลผ่านที่ราบลุ่มบริเวณอำเภอเมือง  กิ่งอำเภอศรีนครินทร์  ไหลออกสู่ทะเลสาบสงขลาที่บ้านลำปำนอกจากคลองนาท่อม  ซึ่งเป็นลำน้ำสายหลักแล้วยังมีลำน้ำอื่นๆ  ได้แก่ คลองสินธุ์  คลองนาวง  คลองใหญ่  คลองลำกะ  คลองท่าโพธิ์  คลองลำเบ็ด  คลองลำปำ เป็นต้น

4. ลุ่มน้ำหัวหมอน  สะพานหยี  มีอาณาเขตครอบคลุม 3 อำเภอ  คือ อำเภอกงหรา   อำเภอเขาชัยสน  และอำเภอเมือง  มีพื้นที่ 525 ตารางกิโลเมตร หรือ 328,125 ไร่ ลุ่มน้ำนี้ประกอบด้วยลำคลองย่อย  จำนวน 19 สาย ไหลผ่านพื้นที่ 7 ตำบล 53 หมู่บ้านลำน้ำไหลออกสู่ทะเลสาบสงขลาบริเวณสะทัง อำเภอเขาชัยสน  นอกจากคลองหัวหมอนซึ่งเป็นลำคลองสายหลักแล้ว  ยังมีคลองอื่นๆ  ได้แก่ คลองเขาตะไคร้  คลองเฉลิม  คลองชะรัด  คลองหารโพธิ์  เป็นต้น 

5. ลุ่มน้ำท่าเชียด-บางแก้ว มีอาณาเขตครอบคลุม 4 อำเภอ คือ อำเภอตะโหมด  อำเภอบางแก้ว  อำเภอเขาชัยสน  และอำเภอป่าบอน  มีพื้นที่ทั้งหมด 620 ตารางกิโลเมตร  หรือ 387,500 ไร่ ประกอบด้วย ลุ่มน้ำย่อยจำนวน 17 สาย ฤดูแล้งมีน้ำค่อนข้างน้อยคลองสายหลัก  ได้แก่ คลองท่ามะเดื่อ  คลองโห๊ละจังกระ  คลองหัวช้าง  คลองนุ้ย  คลองตะโหมด  เป็นต้น

6. ลุ่มน้ำป่าบอน-พรุพ้อ  มีอาณาเขตครอบคลุม 2 อำเภอ คือ อำเภอป่าบอน  อำเภอปากพยูน  มีพื้นที่ทั้งหมด 866 ตารางกิโลเมตร หรือ 541,250 ไร่ ประกอบด้วย ลำน้ำสายย่อยจำนวน 16 สาย ไหลออกสู่ทะเลสาบสงขลา  ที่บ้านฝาละมีและบ้านหัวควน  มีลำน้ำสายหลัก 2 สาย คือ คลองป่าบอน  และคลองพรุพ้อ

7. ทะเลสาบสงขลา เป็นแหล่งน้ำตามธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทยครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัด  คือ สงขลา และพัทลุง จากการศึกษาของกองวิเคราะห์ผลกระทบสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ปี 2552 พบว่า ทะเลสาบสงขลามีเนื้อที่ประมาณ 1,039 ตารางกิโลเมตร คิดเป็น 649,375 ไร่ โดยมีความลึก 1-3 เมตรแบ่งเป็น 3 ตอน คือ ทะเลสาบตอนล่าง ทะเลสาบตอนบน และทะเลน้อย 

- ทะเลสาบตอนล่าง มีพื้นที่ 223 ตารางกิโลเมตร คิดเป็น 139,375 ไร่ แหล่งน้ำตอนนี้มีลักษณะเป็นน้ำเค็มและน้ำกร่อย  มีอาณาเขตตั้งแต่ปากอ่าวพัทลุง ถึงช่องแคบปากกรอ

- ทะเลสาบตอนบน หรือทะเลหลวง มีเนื้อที่ 786 ตารางกิโลเมตร คิดเป็น 491,250 ไร่ ตอนเหนือสุดน้ำจะจืด  ตั้งแต่เขตอำเภอปากพะยูน  ลงมาจนถึงช่องแคบปากรอเป็นน้ำกร่อย  แต่ภายหลังสร้างประตูน้ำปากระวะที่อำเภอโนดปี พ.ศ.2494 กลายเป็น น้ำจืดเกือบตลอดปี

- ทะเลน้อย มีเนื้อที่ 30 ตารางกิโลเมตร คิดเป็น 18,750 ไร่ เป็นทะเลสาบที่มีน้ำจืดตลอดปีอยู่เหนือสุดของทะเลสาบสงขลา  อยู่ในอำเภอควนขนุน  จังหวัดพัทลุง โดยมีคลองนางเรียม และคลองปากประเชื่อมต่อกับทะเลหลวง (ทะเลสาบตอนบน)

4.2 ระบบชลประทานและพื้นที่รับน้ำชลประทาน

       จากการที่พื้นที่ทางทิศตะวันตกของจังหวัดพัทลุงติดต่อกับเทือกเขาบรรทัดซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำลำธารสายสั้นๆ  ไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลาหลายสายจึงทำให้การพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติเหล่านี้ให้มีประสิทธิภาพสามารถนำน้ำมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น  โดยการก่อสร้างระบบชลประทานขนาดต่างๆ  ทำให้มีพื้นที่การเกษตรได้รับประโยชน์จำนวน 518,948 ไร่ ซึ่งระบบชลประทานที่ได้ก่อสร้างแบ่งได้ดังนี้

1. โครงการชลประทานขนาดใหญ่  จำนวน 1 โครงการ  พื้นที่ได้รับประโยชน์ จำนวน 103,298 ไร่

2. โครงการชลประทานขนาดกลาง  จำนวน 9 โครงการ  พื้นที่ได้รับประโยชน์ จำนวน 231,600

 ไร่

3. โครงการชลประทานขนาดเล็ก  จำนวน 73 โครงการ  พื้นที่ได้รับประโยชน์ จำนวน 184,050 ไร่

ตารางที่ 2 แหล่งน้ำชลประทานจังหวัดพัทลุง

อำเภอ/กิ่งอำเภอ 

แหล่งน้ำชลประทาน 

รวมทั้งหมด 

โครงการชลประทานขนาดใหญ่ 

โครงการชลประทานขนาดกลาง 

โครงการชลประทานขนาดเล็ก 

จำนวน(โครงการ) 

พื้นที่ได้รับประโยชน์ (ไร่) 

จำนวน(โครงการ) 

พื้นที่ได้รับประโยชน์ (ไร่) 

จำนวน(โครงการ) 

พื้นที่ได้รับประโยชน์ (ไร่) 

จำนวน(โครงการ) 

พื้นที่ได้รับประโยชน์ (ไร่) 

1. เมือง

-

-

1

50,000

6

14,600

7

64,600

2. เขาชัยสน

-

-

1

38,700

15

35,100

16

73,800

3. ควนขนุน

-

-

-

-

16

40,600

16

40,600

4. ปากพยูน

-

-

-

-

8

17,800

8

17,800

5. กงหรา

-

-

2

47,000

2

3,300

4

50,300

6. ตะโหมด

-

-

-

-

9

25,700

9

25,700

7. ศรีบรรพต

-

-

1

17,500

3

8,100

4

25,600

8. ป่าบอน

-

-

2

7,000

10

33,700

12

40,700

9. ป่าพยอม

-

-

2

71,400

-

-

2

71,400

10. บางแก้ว

1

103,298

-

-

1

3,000

2

106,298

11. กิ่ง อ.ศรีนครินทร์

-

-

-

-

3

2,150

3

2,150

รวม 

1

103,298 

9

231,600

73

184,050

83

518,848

ที่มา : โครงการชลประทานพัทลุง  สำนักงานชลประทานที่ 12 อ้างโดย ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง, สถาบันวิจัยข้าว และสำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8, 2548

 

5. ระบบการผลิตและพืชเศรษฐกิจในจังหวัดพัทลุง

5.1 การผลิตด้านการเกษตรในจังหวัดพัทลุง

5.2 พืชเศรษฐกิจ

การผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญในจังหวัดพัทลุงด้านพืช รายได้สาขาพืชในปี 2545 มีมูลค่า 3,917.02 ล้านบาท  หรือคิดเป็นร้อยละ 68.63 ของรายได้ภาคการเกษตรเมื่อเทียบกับรายได้ในสาขาพืชในปี 2544 ซึ่งมีมูลค่า 3,256.58 ล้านบาท แล้วพบว่าการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น 660.44 ล้านบาท  หรือคิดเป็นร้อยละ 20.28 โดยรายได้จากการผลิตสาขาพืชจะประกอบด้วยพืชอาหาร  พืชน้ำมัน  พืชเส้นใย  พืชไร่  พืชผัก  ไม้ผล  ไม้ยืนต้น  สมุนไพร  และเครื่องเทศ  ไม้ดอกไม้ประดับ  และพืชอื่นๆแต่มานับรวมรายได้  จากการขายลำต้นไม้ยืนต้นที่ให้ผลผลิต  เช่น ไม้ยางพารา  ลำไผ่  ลำต้นตาล  ลำต้นมะพร้าว เป็นต้น

ตารางที่  3  การผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญในจังหวัดพัทลุง ปีการเพาะปลูก 2545/46

พืช

เนื้อที่เพาะปลูก (ไร่) 

เนื้อที่เก็บเกี่ยว (ไร่) 

ผลผลิต (ตัน) 

ผลผลิต/ไร่ (กก.) 

1. ข้าวนาปี

ข้าวนาปรัง

2. ยางพารา

3.ทุเรียน

4. มังคุด

5. ลองกอง

549,978

99,484

719,793

10,167

10,074

11,477

547,028

99,484

579,648

6,202

5,309

6,149

230,525

43,933

144,464

7,795.91 (ตัน)

3,849.03 (ตัน)

5,171.31 (ตัน)

419

442

249

1,257

725

841

ที่มา :สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, ม.ป.ป. อ้างโดย ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง, สถาบันวิจัยข้าว และสำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8, 2548

 

 

 

 

6. การผลิตข้าวในพื้นที่จังหวัดพัทลุง

6.1 พันธุ์ข้าว

       ส่วนใหญเกษตรกรปลูกข้าวไวแสง ได้แก่ พันธุ์ข้าวเฉี้ยงพัทลุง  เหลืองหอม  สังข์ยอด  กข.13  ช่อเบา ช่องนาง  เตี้ยแดง  และขาวมาเลย์  ตามลำดับ  ส่วนข้าวไม่ไวต่อช่วงแสงได้แก่ พันธุ์ข้าวปทุมธานี1 ชัยนาท1 และหอมสุพรรณบุรี

6.2 เหตุผลในการใช้พันธุ์ข้าว

6.3 การเตรียมดินและวิธีการปลูก

       การตกกล้าส่วนใหญ่ตกปลายเดือนสิงหาคม ถึงกันยายน  ปักดำปลายเดือนกันยายน ถึงตุลาคม  การหว่านในฤดูนาปี หว่านปลายเดือนสิงหาคมถึงกันยายน  ในฤดูนาปรัง หว่านในช่วงธันวาคมถึงมกราคม และเมษายนถึงพฤษภาคม

6.4 การใส่ปุ๋ย

การใช้ปุ๋ยเกษตรกรใช้ปุ๋ยไนโตรเจน อยู่ระหว่าง 0-10 กก.N/ไร่

6.5 การกำจัดวัชพืช

เกษตรกรใช้สารคุมและฆ่าวัชพืช  ใช้มือถอน และไม่กำจัด

6.6 การเก็บเกี่ยวและการนวด

วันเก็บเกี่ยวฤดูนาปี เก็บเกี่ยวในช่วงปลายธันวาคม ถึงต้นกุมภาพันธ์ ส่วนฤดูนาปรังเก็บเกี่ยวเดือนเมษายน  และสิงหาคม ส่วนใหญ่เกี่ยวด้วยเครื่องเกี่ยวนวดและด้วยมือ

6.7 ผลผลิต

6.7.1 พื้นที่ปลูกและผลผลิต

       จากการสำรวจโดยใช้แบบสอบถามเกษตรกร ในฤดูนาปี 2545 รวม 50 ตัวอย่าง ผลผลิตข้าวส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 158-1,038 กก./ไร่

6.7.2 ความเหมาะสมของพื้นที่ปลูกข้าวในการให้ผลผลิตของข้าวที่ปลูกในพื้นที่จังหวัดพัทลุง

ความเหมาะสมของดินสำหรับปลูกข้าว จังหวัดพัทลุง ดังภาพที่ 3

ภาพที่ 3  แผนที่แสดงความเหมาะสมของดินสำหรับปลูกข้าว จังหวัดพัทลุง

 

7. ผลกระทบต่อการผลิตการผลิตข้าวในพื้นที่จังหวัดพัทลุง

7.1 ผลกระทบจากสภาพแวดล้อม

7.1.1 ผลกระทบจากสภาพแล้ง

7.1.2 ผลกระทบจากสภาพน้ำท่วม

7.2 ผลกระทบจากโรคและแมลง

       ศัตรูข้าวที่เป็นปัญหาต่อการผลิตข้าว ได้แก่ แมลงหล่า  หนอนกอ  แมลงสิง เพลี้ยไฟ และหนู

7.2.1 ปัญหาจากโรคไหม้

7.2.2 ปัญหาจากเพลี้ยกระโดดหลังขาว

8. รายได้และรายจ่ายในการทำนา

8.1 รายได้จากการขายข้าว

8.2 รายจ่ายในการทำนา

9. ที่มาของข้อมูลและเอกสาร

ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง, สถาบันวิจัยข้าว และสำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8. (2548).  เอกสารวิชาการ  การจัดเขตศักยภาพการผลิตข้าว จังหวัดพัทลุง.

       กรุงเทพฯ :โรงพิมพ์ดอกเบี้ย.

Last Updated ( Thursday, 14 October 2010 03:29 )
 
Banner
Copyright © 2014 มุมการจัดการความรู้ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง. All Rights Reserved.
Joomla! is Free Software released under the GNU/GPL License.